|
|
|
|
รู้จักเทคโนโลยี IPv6 ว่าเป็นแบบไหน ทำอย่างอย่างไร
เกือบจะทุกคนที่เคยใช้งานอินเทอร์เน็ต น่าจะคุ้นหูกับคำว่า IP Address กันมาบ้างแล้ว แล้วเคยทราบกันบ้างไหมคะว่า IP Address ที่พูดถึงกันเป็นประจำคืออะไร IP Address ย่อมาจาก Internet Protocol Address เปรียบเสมือนบ้านเลขที่ของเจ้าตัวคอมพิวเตอร์ที่ออนไลน์อยู่บนเครือข่าย เพื่อที่แต่ละคนที่ใช้งาน สามารถแยกแยะได้ว่า จะติดต่อกับใคร เหมือนกับบ้านเลขที่สำหรับใช้ส่งจดหมายนั่นเอง
โดยทั่วไป IP Address มีอยู่สองลักษณะด้วยกันคือ แบบที่เป็น Static IP คือจะเป็น IP Address ประจำสำหรับการใช้งานนั้นตลอดเวลา อีกแบบคือ Dynamic IP จะเป็นเลข IP ที่เปลี่ยนไป ทุกครั้งที่คุณเชื่อมต่อการใช้งานกับอินเทอร์เน็ต (dial-in หรือ login) แต่ละครั้ง ซึ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดสรร IP Address เหล่านี้คือ องค์การระหว่างประเทศที่ชื่อว่า Network Information Center - NIC ซึ่ง ISP หรือองค์กรต่างๆ จะต้องทำเรื่องขอ IP Address จากหน่วยงานดังกล่าว
การเกิดขึ้นของ IPv6
ปัจจุบัน IP Address Version 4 ซึ่งเป็นมาตรฐานปัจจุบันที่เรากำลังใช้อยู่นั้นเหลือจำนวนน้อยลงทุกที เนื่องจากอัตราการเติบโตของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเอง และปัจจัยสำคัญอีกประการคือ แนวโน้มของการพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต เช่น โทรศัพท์ มือถือ PDA เครื่องเล่นเกมส์ ตู้เย็น โทรทัศน์ ไมโครเวฟ ฯลฯ จะมีความสามารถ ในการสื่อสารและเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตได้เหมือนกับคอมพิวเตอร์ ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ต่างก็ต้องการมี IP Address เป็นของตนเอง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญต้องร่วมมือกันพัฒนา มาตรฐาน IPv6 ขึ้นมารองรับความต้องการในจุดนั้น บางท่านอาจจะมีคำถามว่า ทำไมถึงกลายเป็น Version 6 แล้ว Version 5 หายไปไหน คำตอบก็คือ Version 5 ได้ถูกใช้งานไปเรียบร้อยแล้วในขณะนี้ เนื่องจากในการทำงานของ IPv4 นั้น จะมีเจ้า IPv5 เป็นตัวแบคอัพนั่นเอง
การทำงานของ IPv4 (ถูกคิดค้นมาเกือบ 20 ปีแล้ว) มีที่มาจากเลขฐานสอง คือ เลข 0 กับ 1 เท่านั้น แต่การสื่อสารกันด้วยเลขสองตัวนี้อาจสร้างความสับสนให้กับผู้ที่สื่อสารได้ จึงมีการแบ่งเจ้าเลขฐานสองออกเป็นช่วง 4 ช่วง แล้วคั่นด้วย "." จากนั้นก็แปลงเป็นเลขฐานสิบ (เลข 0 ถึง 9) ที่เราคุ้นเคยกัน จึงมีหน้าตาแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น 193.10.10.154 ซึ่งเจ้าตัวเลข 32 บิตที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น สามารถสร้าง Address ที่แตกต่างกันได้ทั้งหมดถึง 4.2 หมื่นล้าน Address แต่ปัจจุบันเราใช้งานเจ้าเลขพวกนี้กันอย่างเต็มที่จนไม่สามารถที่จะขยายออกไปได้อีกแล้ว
IPv6 จึงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาจำนวน IP Address ที่กำลังจะหมดไป และเพิ่มขีดความสามารถ บางอย่างให้ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น ความสามารถในด้าน Routing และ Network Autoconfiguration ซึ่งการเปลี่ยนแปลงมาเป็น IPv6 ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ให้ทั้งสองเวอร์ชั่นสามารถทำงานร่วมกันได้ เพื่อที่จะได้ไม่เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ใช้งาน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า การปรับจาก IPv4 เป็น IPv6 จะทำเสร็จสมบูรณ์ในราวๆ ปี 2010 (2563)
การทำงานของ IPv6
IPv6 ประกอบด้วยเลขฐานสองจำนวน 128 บิต (ซึ่งมากกว่าเดิมถึง 4 เท่า) ซึ่งเพื่อให้การสื่อสารเข้าใจง่ายขึ้น จึงมีการแปลงเป็นเลขฐาน 16 (คือเลข 0-9 และ a-f) ดังนั้นเลข IP ก็จะเป็นเลขฐาน 16 จำนวน 32 หลัก และใช้ ":" คั่นในแต่ละ 4 หลักของเลขฐาน 16 เราจึงจะเห็นหน้าตาของเจ้า IPv6 เป็นในลักษณะตัวอย่างดังต่อไปนี้ 3ffe:ffff:0100:f101:0210:a4ff:fee3:9566 (นี่เป็นหนึ่งสาเหตุที่ไม่ได้แปลงเป็นเลขฐานสิบเหมือนกับ IPv4 เพราะจะมีความยาวถึง 39 หลัก)
จุดเด่นของ IPv6 ที่พัฒนาเพิ่มขึ้นมากจาก IPv4
- ขยายขนาด Address ขึ้นเป็น 128 บิต สามารถรองรับการใช้งาน IP Address ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้
- เพิ่มขีดความสามารถในการเลือกเส้นทางและสนับสนุน Mobile Host
- สนับสนุนการทำงานแบบเวลาจริง (real-time service)
- มีระบบติดตั้ง Address อัตโนมัติ (Auto configuration)
- ปรับปรุง Header เพื่อให้มีการประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยให้มีมากขึ้นและดีกว่าเดิม
การยอมรับและนำมาใช้ของ IPv6 ทั่วโลก เนื่องจากอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ในอนาคตจะมีการพัฒนาขึ้นมาให้ใช้ IP Address เพื่อติดต่อสื่อสารเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้แล้ว เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและทันสมัยให้กับการใช้ชีวิตของเราๆ ท่านๆ เพิ่มขึ้น เช่น การผลิตตู้เย็นที่รองรับมาตรฐาน Ipv6 จะช่วยให้ตู้เย็นสามารถสแกนได้ว่า อาหารใดกำลังจะหมดอายุ และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังร้านค้า เพื่อสั่งซื้อสินค้าได้โดยตรง เป็นต้น
ดังนั้น ปัจจุบัน หลายๆ ประเทศได้แสดงเจตนารมน์ที่จะทำการอัพเกรดเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตให้เป็น IPv6 แล้ว เช่น กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้ประกาศว่า จะเลิกสั่งซื้ออุปกรณ์ เครือข่ายที่สนับสนุนมาตรฐานปัจจุบันและเปลี่ยนไปใช้มาตรฐาน IPv6 ในปี 2008 ในเอเชียเอง จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ก็ส่งสัญญาณว่าจะอัพเกรดเทคโนโลยีให้รองรับ IPv6 ได้เช่นเดียวกัน แต่ญี่ปุ่นคือผู้นำในด้านนี้ รัฐบาลมีโครงการ e-Japan ที่จะสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อให้อุปกรณ์สามารถสื่อสารกันได้ และยังมีการทดสอบโครงการทดลองใช้
IPv6 โดยมีการติดตั้งเครื่องมือตรวสอบสภาพอากาศและระบุตำแหน่งไว้บนรถแท็กซี่ทุกคัน เมื่อแท็กซี่วิ่งไปยังตำแหน่งใดจะทำให้ตรวจสอบได้ว่า บริเวณนั้นมีสภาพอากาศเป็นอย่างไร มีฝุ่นละอองมากหรือไม่ ทำให้ทางการสามารถควบคุมสภาพของเมืองได้ง่ายขึ้น อีกด้วย
สำหรับประเทศไทยเอง เนคเทคก็ให้ความสำคัญกับ IPv6 มีการจัดอบรมให้ความรู้กับนักพัฒนาระบบ วิศวกรระบบ ทั้งภาครัฐและเอกชน มีการจัดตั้งโครงการ Thailand IPv6 Testbed เพื่อให้ ISP และบริษัทต่างๆ ที่ตระหนักในเรื่องดังกล่าวได้ทดลองเชื่อมต่อและทดสอบโปรแกรม ซึ่งจะทำให้มีความรู้ความชำนาญกับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น หากมีการปรับใช้มาตรฐาน
นี้ในอนาคต
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
บทความจาก :
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ : 12 กรกฎาคม 2548
|
|
|
|