ทิปคอม แก้ปัญหาคอม ซ่อมคอม จำหน่ายหมึกพิมพ์เลเซอร์ BROTHER  CANON  EPSON  HP  KYOCYRA  LEXMARK  OKI  PANASONIC  RICOH  SAMSUNG  XEROX ราคาถูก
หน้าแรก ทิปคอมพิวเตอร์ บทเรียนออนไลน์ ดาวน์โหลดฟรีแวร์ จาวาสคริปต์ ข่าวไอที บทความไอที เว็บไดเร็คทอรี่ เว็บบอร์ด หมึกเติมราคาถูก


เมนูหลัก
การแก้ปัญหาคอมพิวเตอร ์
การบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์
เทคนิคการปรับแต่ง Win 98 และ Me
ครบเครื่องเรื่องโอเวอร์คล๊อค
การใช้โปรแกรมต่าง ๆ
ความรู้เรื่อง ADSL และการ Config
ทดสอบความรู้คอมพิวเตอร์ออนไลน์
ศัพท์คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต
รวมของฟรีในอินเตอร์เน็ต
โปรโมทเว็บไซค์ให้ดังฟรี ๆ
แนะนำร้านซ่อมคอมพิวเตอร์
แนะนำสถานที่เรียนคอมราคาถูก
หาเพื่อนใหม่, หากิ๊ก MSN
ตลาดซื้อ-ขายสินค้าบีคอม
สมัครงาน,ลงประกาศรับสมัครงาน
ลงประกาศโฆษณาประชาสัมพันธ์ฟรี
ไอทีเพื่อชีวิต
รู้ลึกรู้จริง Google AdSense
ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต
ขายส่งหมึกเติม ราคาถูกสุด ร้านค้าสำเร็จรูป ขายสินค้าออนไลน์
 
Ink Thailand
หมึกพิมพ์เลเซอร์
หมึกพิมพ์เลเซอร์.com
ตลับหมึกเลเซอร์
HG9 Hair Growth Shampoo
HG9 Hair Growth Serum
 
ตั้งบีคอมไว้หน้าแรก ตั้งบีคอมไว้เป็นหน้าแรก
แนะนำติชมบีคอม



  บทความไอที
ค้นหาเว็บไซค์
จำหน่ายหมึกพิมพ์ราคาถูก จัดส่งทั่วประเทศ
ดาวเทียมไทยน่ารู้

       ณ ปัจจุบันดาวเทียมในโลกนี้มีหลายพันดวงลอยอยู่บนท้องฟ้าและมีประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอันน่าสนใจมากมาย ดาวเทียมถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เป็นศูนย์รวมความก้าวหน้าทางวิทยาการเกือบทั้งหมดของมนุษยชาติก็กล่าวได้ แต่สำหรับประเทศไทยในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยเกมส์การเมืองในวันนี้ ดาวเทียมถูกนำไปเป็นประเด็นการเมืองอันร้อนระอุถูกโยนหินถามทางไปยังสื่อมวลชนทุกแขนง แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักดาวเทียมกันก่อนดีกว่า

       มารู้จักว่าดาวเทียมคืออะไรกัน
       
        ดาวเทียมคืออุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมชนิดหนึ่ง ศัพท์ทางวิศวกรรมเรียกว่าทำหน้าที่เป็น Repeater หรือตัวทวนสัญญาณ วิศวกรโทรคมนาคมบางท่านกล่าวว่าดาวเทียมมิใช่พระเอกอะไรมากมาย เพราะทำหน้าที่เพียงรับสัญญาณที่ส่งจากฝากหนึ่งและสะท้อนสัญญาณนั้นกลับสู่พื้นโลกอีกด้านหนึ่งเท่านั้น แต่ในความจริงดาวเทียมก็เป็นสิ่งสำคัญต่อระบบโทรคมนาคมอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกจากต่อกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (Broadcasting) เพราะดาวเทียมอยู่บนฟ้าส่งสัญญาณลงมาดังสายฝนพรมได้ทั่วทุกพื้นภูมิประเทศโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง แม้ในถิ่นทุรกันดารหรือในเวิ้งมหาสมุทรก็ตาม ดาวเทียมไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะทวนสัญญาณ แต่มีอีกหลายลักษณะตามประเภทการใช้งาน เช่น ดาวเทียมสำรวจอวกาศ ดาวเทียมสำรวจพื้นพิภพ ดาวเทียมจารกรรม เป็นต้น ตลอดจนถือเป็นอาวุธในสงครามโลกอนาคต
       
       วงโคจรของดาวเทียม วงโคจรดาวเทียม (Satellite Orbit) แบ่งตามระยะความสูง (Altitude) จากพื้นโลกเป็น 3 ระยะคือ
       
       วงโคจรระยะต่ำ (Low Earth Orbit หรือเรียกกันทั่วไปว่า "LEO")
       
       ลอยอยู่สูงจากพื้นโลกไม่เกิน 1,000 กม. ใช้สังเกตการณ์ สำรวจสิ่งแวดล้อม ถ่ายภาพ ไม่สามารถใช้งานครอบคลุมบริเวณใดบริเวณหนึ่งได้ตลอดเวลาเพราะมีความเร็วในการเคลื่อนที่สูง (วงโครต่ำต้องวิ่งรอบโลกเร็ว) แต่สามารถบันทึกภาพคลุมพื้นที่ตามเส้นทางวงโคจรผ่านตามที่สถานีภาคพื้นดินกำหนด เส้นทางโคจรอยู่ในแนวขั้วโลก (Polar Orbit) ดาวเทียมวงโคจรต่ำขนาดใหญ่บางดวงสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในเวลาฟ้ามืด จะเห็นสว่างเป็นจุดเล็กเคลื่อนที่ผ่านในแนวนอนอย่างรวดเร็ว
       
       วงโคจรระยะกลาง (Medium Earth Orbit หรือเรียกกันทั่วไปว่า "MEO")
       
       ลอยอยู่ที่ระยะความสูงตั้งแต่ 1,000 กม.ขึ้นไป ส่วนใหญ่ใช้ในด้านอุตุนิยมวิทยาและใช้ในการติดต่อสื่อสารเฉพาะพื้นที่ได้ แต่หากจะติดต่อให้ครอบคลุมทั่วโลกจะต้องใช้ดาวเทียมหลายดวงร่วมกัน
       
       วงโคจรประจำที่หรือดาวเทียมค้างฟ้า (Geostationary Earth Orbit หรือเรียกกันทั่วไปว่า "GEO")
       
       เป็นดาวเทียมเพื่อการสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ อยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ 35, 780 กม. เส้นทางโคจรอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร (Equatorial Orbit) ดาวเทียมจะหมุนรอบโลกด้วยความเร็วเชิงมุมเท่ากับโลกหมุนรอบตัวเองทำให้ดูเหมือนลอยนิ่งอยู่เหนือจุดจุดหนึ่งบนโลกตลอดเวลา เรียกทั่ว ๆ ไปว่า "ดาวเทียมค้างฟ้า" ในทางฟิสิกส์อธิบายได้ว่าเมื่อดาวเทียมถูกเหวี่ยงออกนอกโลกด้วยแรงกระทำที่เท่ากับแรงดึงดูดของโลกจึงเกิดภาวะสมดุลขึ้น (Equilibrium: Sigma F = 0) ดาวเทียมจึงหยุดนิ่งค้างฟ้าในภาวะสมดุลโดยไม่ต้องใช้พลังงานในการเคลื่อนที่ นั่นคือที่ระดับความสูงจากพื้นโลกประมาณ 35,786 กม. วงโคจรพิเศษนี้เรียกว่า “วงโคจรค้างฟ้า” หรือ “วงโคจรคลาร์ก” เพื่อเป็นเกียรติแก่นาย Arthur C. Clarke ผู้คนพบวงโคจรนี้ ดาวเทียมค้างฟ้า ส่วนใหญ่ใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศและภายในประเทศ เช่น ดาวเทียมอนุกรม อินเทลแซต

       ประเภทของดาวเทียม
       
       1. ดาวเทียมสื่อสาร
       2. ดาวเทียมสำรวจ
       3. ดาวเทียมพยากรณ์อากาศ
       4. ดาวเทียมทางการทหาร
       5. ดาวเทียมด้านวิทยาศาสตร์
       
       การแบ่งประเภทตามการใช้งาน ดาวเทียมสามารถแบ่งตามได้หลายประเภทการใช้งาน อาทิเช่น ดาวเทียมที่ใช้ในการสื่อสารแบบจุดต่อจุด เช่น PALAPA THAICOM, ดาวเทียมสื่อสารระหว่างดาวเทียม เช่น TDRS, ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารเคลื่อนที่บนบก ในน้ำ และในอากาศ เช่น INMASAT, ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรศัพท์ เช่น ASTRA, ดาวเทียมเพื่อการสำรวจโลก สำรวจทรัพย์ยากรธรรมชาติ เช่น LANDSAT, ดาวเทียมเพื่อการสำรวจอวกาศ เช่น METEOR EXPLORER, ดาวเทียมเพื่อการพยากรณ์อากาศ เช่น GMS NOAA 6-9, ดาวเทียมเพื่อการปฏิบัติในห้วงอวกาศ เช่น SPAS SKYLAB, ดาวเทียมเพื่อกิจการวิทยุสมัครเล่น เช่น JAS-1 JAS-2 AO-40, ดาวเทียมเพื่อการกำหนดตำแหน่ง เช่น NAVSTAR, ดาวเทียมเพื่อการนำร่องเรือ และ อากาศยาน เช่น TRANSIT COSMOS เป็นต้น
       
        ดาวเทียมสัญชาติไทยนั้นเริ่มต้นจริงจังขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 โดยสัญญาดำเนินกิจการสื่อสารดาวเทียมภายในประเทศไทยระหว่าง กระทรวงคมนาคม โดยนายนุกูล ประจวบเหมาะ รมว.คมนาคม กับ บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด โดย พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
       
        โดยที่กระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศเรื่อง ข้อกำหนดในการทำข้อเสนอขอรับสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ลงวันที่ 20 กันยายน 2533 ให้ภาคเอกชนที่สนใจยื่นข้อเสนอขอรับสัมปทาน
       
        โดยที่กระทรวงคมนาคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเสนอของบริษัทฯ เป็นที่พอใจของกระทรวงและเห็นชอบโดย ครม. จึงอนุมัติให้ บริษัท ชินวัตรฯ ได้รับสัมปทาน...
       
       ไทยคม 1 และ ไทยคม 2

       ดาวเทียมไทยคม 1A ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2536 ในตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออกและย้ายไปที่ 120 องศาตะวันออกเมื่อ พฤษภาคม 2540 ส่วนดาวเทียมไทยคม 2 ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2537 ดาวเทียมทั้ง 2 ดวงเป็นดาวเทียมรุ่น HS-376 แบบ Dual Spin ผลิตโดย บริษัท ฮิวจ์ แอร์คราฟท์ ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือบริษัทโบอิ้งในปัจจุบัน พื้นที่การให้บริการย่านความถี่ C-Band ของดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 ครอบคลุมประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี ญี่ปุ่น และชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีน ส่วนพื้นที่การให้บริการในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 ครอบคลุมประเทศไทยและประเทศในแถบอินโดจีน โดยดาวเทียมไทยคม 1A อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 120 องศาตะวันออก ดาวเทียมไทยคม 2 อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 78.5 องศาตะวันออก
       
        จำนวนช่องสัญญาณในย่าน C-Band ดาวเทียมไทยคม 1A มีจำนวน 12 ทรานสพอนเดอร์ ดาวเทียมไทยคม 2 มีจำนวน 10 ทรานสพอนเดอร์ โดยความถี่ของช่องสัญญาณของดาวเทียมทั้งสองดวงอยู่ที่ 36 MHz ส่วน Ku-Band ดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 มีจำนวนดวงละ 3 ทรานสพอนเดอร์ โดยความถี่ช่องสัญญาณของดาวเทียมทั้งสองดวงอยู่ที่ 54 MHz มีอายุการใช้งาน 15 ปี
       
       ไทยคม 3

       ดาวเทียมไทยคม 3 เป็นดาวเทียมรุ่น 3 แกน ผลิตโดย บริษัท อัลคาเทล สเปซ ซิสเต็ม ประกอบด้วยย่านความถี่ C-Band จำนวน 25 ทรานสพอนเดอร์ และย่านความถี่ Ku-Band จำนวน 14 ทรานสพอนเดอร์ โดยถูกส่งเข้าสู่วงโคจรในตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออก เมื่อ 16 เมษายน 2540โดยย่านความถี่ C-Band Global Beam ของไทยคม 3 ครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีป คือเอเชีย, ยุโรป, ออสเตรเลีย และแอฟริกา ส่วนพื้นที่การให้บริการของ Spot Beam ในย่าน Ku-Band นั้นครอบคลุมประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ส่วน Steerable Beam ในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 3 สามารถให้บริการในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในสี่ทวีปได้อีกด้วย มีจำนวนช่องสัญญาณ C-Band Global Beam จำนวน 7 ทรานสพอนเดอร์ C-Band Regional Beam จำนวน 18 ทรานสพอนเดอร์และมีช่องสัญญาณในย่านความถี่ซีแบนด์เท่ากับ 36 MHz ส่วนในย่าน Ku-Band นั้น Ku-Band Spot Beam จำนวน 7 ทรานสพอนเดอร์ แบ่งเป็น 2 ช่องทรานสพอนเดอร์ มีความถี่ของช่องสัญญาณ เท่ากับ 54 MHz ส่วนอีก 5 ช่องทรานสพอนเดอร์ มีความถี่ของช่องสัญญาณเท่ากับ 36 MHz และ Ku-Band Steerable Beam มีความถี่ของช่องสัญญาณเท่ากับ 36 MHz
       
       ดาวเทียมไทยคม 4 (IP Star)

       เรียกได้ว่าเป็นดาวเทียมแบบ interactive หรือพูดให้เข้าใจได้ง่ายคือสามารถเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมนี้ได้ทุกที่ ใช้เทคโนโลยีการกระจายคลื่นแบบรังผึ้งเหมือนกับที่ใช้ในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผนวกกับระบบจานสายอากาศดาวเทียมแบบใหม่ ทำให้ดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) สามารถนำความถี่กลับมาใช้งานใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้การรับส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังใช้ระบบบริหารการรับ-ส่งสัญญาณตามสภาพความต้องการการใช้งานของผู้ใช้ เพื่อทำให้การส่งสัญญาณมีประสิทธิภาพสูงสุด ดาวเทียม ไอพีสตาร์ สามารถรับส่งข้อมูลได้ถึง 45 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ซึ่งสูงกว่าดาวเทียมปกติถึง 20 เท่า ทำให้สามารถรองรับความต้องการใช้งาน อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จำนวนมากได้นับล้านคน
       จำนวนบีม Ku-Spot Beam 84 บีม Ku-Shape Beam 3 บีม Ku-Broadcast Beam 7 บีม ความสามารถในการรับส่งข้อมูล 45 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) เทียบเท่ากับมากกว่า 1,000 ทรานสพอนเดอร์ แบบความถี่ 36 เมกะเฮิร์ทซ์ ของดาวเทียมทั่วไป อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก
       
       ดาวเทียมไทยคม 5
       
        ดาวเทียมไทยคม 5 เป็นดาวเทียมรุ่น 3 แกน ผลิตโดย บริษัท อัลคาเทล อาลีเนีย สเปซ ประกอบด้วยย่านความถี่ C-Band จำนวน 25 ทรานสพอนเดอร์ และย่านความถี่ Ku-Band จำนวน 14 ทรานสพอนเดอร์ โดยย่านความถี่ C-Band Global Beam ของไทยคม 3 ครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีป คือเอเชีย, ยุโรป, ออสเตรเลีย และแอฟริกา ส่วนพื้นที่การให้บริการของ Spot Beam ในย่านความถี่ Ku-Band นั้นครอบคลุมประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ส่วน Steerable Beam ในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 5 ครอบคลุมประเทศเวียดนาม และประเทศในภูมิภาคอินโดจีน มีตำแหน่งอยู่ที่ 78.5 องศาตะวันออก
       
       ดาวไทยสร้างดวงแรก ก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
       
       มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ได้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยให้สอด คล้องกับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ในราวปลายปี พ.ศ. 2538 ภาคธุรกิจมีความต้องการวิศวกรในสาขาโทรคมนาคม ที่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการสื่อสารผ่านดาวเทียม ที่มีการขยายตัวออกไปในภูมิภาคนี้เป็นอย่างมาก แต่การผลิตบุคคลากรสาขานี้จำเป็นต้องมีการเรียนการสอนที่ถูกต้องมีห้องปฏิบัติ การให้นักศึกษาได้ทดลองอย่างจริงจัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครจึงได้ดำเนินโครงการถ่ายทอด เทคโนโลยี การออกแบบสร้างและทดสอบดาวเทียมขนาดเล็กจาก The University of Surrey ประเทศอังกฤษ โดยได้เซ็นสัญญา ความร่วมมือเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2538

       มหาวิทยาลัยฯ ได้ส่งอาจารย์ของมหาวิทยาลัยฯ 11 คน และวิศวกร ของบริษัท UCOM 1 คน ไปเริ่มโครงการที่ประเทศ อังกฤษเมื่อเดือน เมษายน 2539 ซึ่งคณะทำงานได้เรียนรู้พื้นฐานการ ออกแบบดาวเทียม การสร้างและการทดสอบดาวเทียมโดยได้ทำการสร้าง ดาวเทียมเพื่อใช้งานจริง ชื่อ TMSAT (Thai Micro-Satellite) เสร็จสิ้นเมื่อเดือน เมษายน 2540 รวมเวลาทั้งสิ้น 1 ปีเต็ม นับเป็นดาวเทียมดวงแรก ที่ออกแบบและสร้างโดยคนไทย อีกทั้งเป็นก้าวแรกที่ประเทศไทยเข้าสู่กิจการอวกาศ ดาวเทียมไทพัฒที่สร้างขึ้นถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2541 ด้วยจรวด Zenith-II จากฐานยิงเมือง Baikanur ประเทศ Kazakstan เมื่อเวลา 13.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย ดาวเทียม TMSAT ต่อมาได้รับ พระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ พระราชทาน ชื่อว่าดาวเทียม 'ไทพัฒ' เมื่อเดือนตุลาคม 2541
       
        ดาวเทียมไทพัฒมีขนาด 35 x 35 x 60 ซม3 น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม ภาพทางด้านซ้ายเป็นโครงสร้างของดาวเทียม ที่มีแผงโซลาเซลแบบแกเลี่ยม อะเซไนด์ติดอยู่โดยรอบ ภายในมีระบบคอมพิวเตอร์ 4 ชุด ชุดสื่อสารย่านความถี่วิทยุสมัครเล่น 1 ชุด การรักษาเสถียรภาพดาว เทียมให้กล้องถายภาพชี้มายังโลกตลอดเวลาใช้ Gravity gradient boom ที่มีน้ำหนักของ Tip mass 2 กิโลกรัมติดอยู่ที่ปลายยาว 6.28 เมตร Gravity gradient boom นี้ติดอยู่ด้านบนของดาวเทียม นอก จากนี้ยังมี 3-axis wheel และ Magnetorquer
       
       บทวิเคราะห์
       
        จากกระแสสังคมอันร้อนแรงถึงการโยนหินถามทางของ พล.อ. สนธิ ประธาน คมช. ถึงการทวงดาวเทียมไทยคมคืนและได้รับการรับลูกอย่างดีจาก รมว. ไอซีที หรือคนในวงการเรียกกันว่า ดร.สิทธิฯ จาก รมต. ที่โพลล์แห่งหนึ่งระบุว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีคนรู้จักน้อยที่สุดกลายเป็นรัฐมนตรีที่มีข่าวเกือบทุกชั่วโมง อย่าลืมว่านอกจากเป็นวิศกรนักบริหารระดับนานาชาติแล้ว ทีมนักการตลาดของท่านก็สามารถไม่น้อย ฝีมือท่านทำให้ คณะวิศวะฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ติดอันดับยี่สิบต้นๆ ในเอเชีย ยังไม่รวมหลักสูตร เอ็มบีเอ อันดับหนึ่งอีกต่างหาก แต่เมื่อกระเทาะเปลือกแล้วกว่าท่าน รมว. สิทธิชัย จะตั้งหลักได้ก็สาหัส จนทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่าท่านถูกดึงมายุ่งกับเรื่องกระแสโทรคมนาคมทั้งสิ้น โดยไม่ได้ข่าวยุ่งกับ ไอซีที เลย แต่เดิมนั้นในความเข้าใจอันผิดๆ ของผม คิดว่า กระทรวง ไอซีที ถูกตั้งขึ้นในรัฐบาลทักษิณเพื่อแทรกแซงกิจการของ กทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ จึงเกิดเป็นสองขั้วขึ้นมาให้สับสนแต่โชคดีด้วย พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และ พรบ. ประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ที่บัญญัติอำนาจหน้าที่ กทช. ไว้ชัดเจนจึงไม่ถูกแทรกแซง ยกเว้น “เรื่องดาวเทียม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชินแซตเทิ่ลไลท์ และกระทรวง ไอซีที ก็ทำสำเร็จ ITU และนานาชาติมองว่า กระทรวง ไอซีที เป็น Administration บริหารกิจการโทรคมนาคมของชาติ วันนี้ รมว. ไอซีที ต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะสานต่อระบอบทักษิณ ในการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงการแข่งขันเสรีในกิจการโทรคมนาคมให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มบริษัทในเครือหรือร่วมมือกับ กทช. สร้างความเป็นธรรมในกิจการโทรคมนาคม นับว่าเป็นประเด็นท้าทายที่ รมว. ไอซีที จะเคี้ยวปัญหานี้แหลกหรือไม่ เท่าที่ทราบจากแหล่งข่าว ไอซีที ได้ตั้ง ทีมร่วม กทช. หาทางออกโทรคมไทยแล้ว
       
        ส่วนประเด็นจะซื้อคืนหรือยึดสัมปทานดาวเทียมนั้น เรามาเปิดสัญญาพร้อมๆ กัน (http://www.bangkokbiznews.com/2007/special/thaicom/thaicom.pdf) ไม่แน่ใจว่าสัญญานี้จริงหรือไม่แต่คาดว่าคงไม่หนีเกินนี้ จากประสบการณ์ในการเคยร่าง บันทึก หรือ TOR ของราชการมาก่อน กว่าจะมาถึงขั้นสุดท้ายในการลงนามของ รัฐมนตรี ต้องผ่านตาผู้เชี่ยวชาญนับสิบๆ แต่ผมไม่เข้าใจว่าสัญญานี้มีจุดผิดพลาดมากได้ถึงเพียงนี้ อาทิเช่น เลขหน้า ๘ หน้า ๙ หน้า เลขข้อในหน้า ๑๑ และ ๑๒ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกแห่งสัญญาที่ชัดเจนก็ไม่มี
       
        อย่างไรก็ตามเราไม่ควรทำกฐินหรือพันธบัตรซื้อคืนแน่ เพราะนอกจากจะช่วย เทมาเส็ก ที่กำลังขาดทุนให้คืนทุนแล้ว จะเป็นการเสียเงินออกนอกประเทศซ้ำซ้อนโดยใช่เหตุ อธิบายเป็นภาษาชาวบ้านว่า สมมุติรถเมล์วิ่งสายนนทบุรี ถึงพระรามห้า รถเมล์และถนนสายที่วิ่ง เป็นของรัฐแต่ให้เอกชนสัมปทาน เอารถไปวิ่งเติมน้ำมันแบกรับต้นทุนเองหากคนขึ้นเยอะก็เอากำไรไปหากคนขึ้นน้อยก็ขาดทุน ดาวเทียมไทยคมก็เช่นกัน เปรียบตัวรถเมลล์และถนน เป็นตัวดาวเทียมและตำแหน่งวงโคจร “ยังเป็นของรัฐบาลไทย” ซึ่งก็ระบุไว้ชัดเจนในสัญญา ส่วนจะเสียค่าน้ำมันมากกว่าคนขึ้นหรือไม่ก็อยู่ที่การบริหารจัดการ แต่ในทุกวันนี้เข้าใจว่า ชินแซต แบกภาระขาดทุนพอสมควร สิ่งที่ เทมาเส็ก ได้ไปคือหุ้นหรือพูดง่ายๆ ว่าใครได้ไปก็เอาภาระหนี้ไปแบกต่อ รัฐจะซื้อคืนกิจการบริษัทมาแบกภาระย่อมทำให้ผมสับสนมากขึ้น แต่หากรัฐอยากบริหารเองก็ทำได้ง่ายดายเพราะในสัญญานี้ ข้อ ๑ ระบุไว้ชัดเจนว่า สิทธิในการบริหารวงจรดาวเทียมและสิทธิในการบริหารกิจการ เป็นของกระทรวงคมนาคม
       
       ส่วนเหตุแห่งการยึดคืนนั้นผมคิดเอาเองว่า ในสัญญาเปิดทางให้ทำได้ง่ายดายเหลือเกิน อยู่ที่ กระทรวงไอซีที ต้องการคืนจริงหรือไม่ เพราะถือเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับ ชินแซตฯ กทช. ไม่เกี่ยวเพราะ กทช. ทำหน้าที่เพียงจัดสรรคลื่นให้และกำกับดูแลการแข่งขัน ส่วนกระทรวงไอซีที เปรียบเสมือนคู่สมรสกับชินแซต หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาที่ให้ต่อกันไว้ย่อมมีสิทธิบอกเลิก ในสัญญาสัมปทานดาวเทียมก็เช่นกันระบุไว้ชัดเจนหลายข้อ อาทิเช่น ในข้อ ๓ การโอนสิทธิจะกระทำไม่ได้ เป็นต้น ชัดเจนมาในข้อนี้ โอนสิทธิไม่ได้ครับ และอื่นๆ อีกมากมายลองอ่านกันดูครับ อย่างไรก็ตามอยากขอร้องรัฐบาลอย่าไปซื้อหุ้นคืนเลยครับไม่มีประโยชน์ต่อบ้านเมืองเลย นอกจากเห็นใจต้องการช่วย เทมาเส็ก จริงที่ซื้อกิจการที่ขาดทุนไป เพราะสังคมอาจจะมองเจตนาที่ดีของท่านทั้งหลายว่ามี Conflict of interest กับ เทมาเส็ก อีกจะวุ่นไปใหญ่ เพราะ Slot หรือตำแหน่งยังคงเป็นของรัฐ รวมถึงตัวดาวเทียมเองก็ยังคงเป็นของรัฐ รวมถึงการบริหารจัดการก็ยังเป็นของรัฐตามสัญญา อยากยึดคืนเมื่อไหร่ก็ได้ครับ ปล่อยให้ผู้ถือหุ้นขาดทุนไปเถิดครับ อย่าเอาเงินแผ่นดินไปช่วยซื้อคืนเลย


บทความจาก : ผู้จัดการออนไลน์
วันที่ : 11 มีนาคม 2550

หมึกเติมราคาถูก คอมมือสองราคาถูก แต่งงาน
สนับสนุนบีคอมง่าย ๆ เพียงอุดหนุนหมึกติมที่ www.thaiinktank.com

เช็คราคาหมึกเติม หมึกเติมราคาถูกสุด
หมึกเลเซอร์
หมึกเลเซอร์
รวมหมึกเลเซอร์
คอมมือสองราคาถูก
ถ่ายรูปแต่งงาน
ซ่อมคอมบางบัวทอง
เครื่องกรองน้ำ
หมึกเติม brother
พรมปูพื้นรถยนต์
ชุดตกแต่งรถยนต์
ร้านจำหน่ายหมึกพิมพ์
แอร์ มิตซูบิชิ
กล้องวงจรปิด
หมึกเลเซอร์ OKI
หมึกเลเซอร์ HP
หมึกเลเซอร์ Ricoh
หมึกเลเซอร์ Canon
หมึกเลเซอร์ Brother
หมึกเลเซอร์ Epson
หมึกเลเซอร์ Samsung
หมึกเลเซอร์ Kyocera
หมึกเลเซอร์ Lexmark
หมึกเลเซอร์ Xerox
หมึกเลเซอร์ Panasonic
ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม

ติดต่อโฆษณา
083 9954666