|
IT Digest ได้รับข้อมูลจาก บริษัท มาสเตอร์การ์ด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตระดับโลก ที่ระบุถึงผลการสำรวจเกี่ยวกับการช้อปปิ้งออนไลน์ ระหว่างวันที่ 18 ถึง 28 ธ.ค.2550 จากกลุ่มประชากรตัวอย่าง 4157 คน ในพื้นภาคเอเชีย/แปซิฟิค ได้แก่ ประเทศฮ่องกง จีน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย และไทย โดยที่ 521 คนจากจำนวนทั้งหมด จะต้องเป็นบุคคลที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 49 ปี มีบัญชีธนาคาร และใช้อินเตอร์เน็ทอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง โดยพบว่า นักช้อปออนไลน์ในเมืองไทย และฮ่องกง ซื้อของออนไลน์น้อยที่สุด เฉลี่ยความถี่ในการซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ท เพียง 1.8 ครั้งต่อคน และ 2.1 ครั้งต่อคนตามลำดับ
จากผลการสำรวจดังกล่าว คาดว่าจะมีนักช้อปชาวไทย และฮ่องกงเพียง 31% ที่มีแนวโน้มที่จะซื้อของออนไลน์ภายใน 6 เดือนข้างหน้า โดยใน 3 เดือนที่ผ่านมา ยอดการช้อปออนไลน์ของคนไทย และฮ่องกงรวมกัน มีเพียง 406.30 เหรียญสหรัฐเท่านั้น โดยในตลาดที่มีสถานภาพทางการเงินที่ค่อนข้างแข็งแกร่งมากกว่า เช่น ประเทศสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และออสเตรเรีย มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพียง 10% ที่ซื้อของโดยที่ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า ขณะที่ชาวอินเดีย จีน และไทยมีจำนวนสูงถึง 30% คาดว่าการช้อปปิ้งออนไลน์จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในจีน และอินเดีย ขณะที่ประเทศไทยก็มีความเป็นไปได้ ที่คนจะนิยมหันมาซื้อของออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรายได้และการขยายตัวของตลาดอินเทอร์เน็ต
จากการสำรวจฯ พบว่า นักช้อปออนไลน์ในประเทศไทยถึง 75% กังวัลเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด และคิดว่าการสั่งซื้อของทางอินเทอร์เน็ทไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี หรือหมายเลขบัตรเครดิตของตัวเอง และเมื่อโดนถามว่า อยากให้การช้อปปิ้งออนไลน์พัฒนาไปอย่างไรบ้าง นักช้อปร้อยละ 74 ตอบว่าอยากเห็นมาตรการการป้องกัน และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบัตรเครดิต อีกทั้งต้องการความมั่นใจหากต้องซื้อของออนไลน์ โดยทั่วไปแล้ว ผู้บริโภคส่วนมากแถบภูมิภาคนี้ เลือกใช้บัตรเครดิตในการซื้อของออนไลน์ ต่างจากนักช้อปชาวไทยที่ชอบใช้บัตรเดบิตมากกว่า ทั้งนี้ คาดว่า ปัจจัยหลักที่นิยมใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากกว่า เพราะใช้ง่าย และสะดวกสบาย
ผลการสำรวจฯ พบอีกว่า นักช้อปออนไลน์แถบภูมิภาคนี้ 43% จะซื้อของออนไลน์หลังจากที่เล่นอินเทอร์เน็ท ส่วนนักช้อปญี่ปุ่นและไทย ที่มักซื้อของหลังจากเล่นอินเทอร์เน็ตมีสูงถึง 89% และ 78% ตามลำดับ ขณะที่จากผลการวิเคราะห์ ไทย และอินเดียมีอัตราการขยายตัวของการซื้อของออนไลน์น้อยที่สุดในภูมิภาคเอเชีย/แปซิฟิค เพราะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ถึง 50% ที่จะซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต ส่วนมูลค่าการซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ทของชาวไทย และอินเดียต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อของออนไลน์ในภูมิภาคเพียงเล็กน้อย
บทสรุปของรายงานฉบับนี้ ระบุว่า ขณะที่ภาพรวมของการใช้บัตรเครดิตในการซื้อของออนไลน์ มีเพียงประเทศไทย และจีนเท่านั้นที่นิยมใช้บัตรเดบิต หรือ การตัดเงินจากบัญชีทันทีที่ซื้อสินค้า หรือบริการ มีนักช้อปจีน และไทย เพียงแค่ 25% และ 41%ตามลำดับ ที่เลือกใช้บัตรเครดิตในการซื้อของออนไลน์ ทั้งนี้การขยายตัวของอินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย จีน และอินเดีย มีโอกาสขยายตัวสูงขึ้น อันอาจทำให้อัตราการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ขณะเดียวกันเมื่อดูจากผลสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตล่าสุด ของบริษัทไมโครซอฟท์ แอดเวอร์ไทซิ่ง ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงในกรุงเทพมหานครพบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีพฤติกรรมการจับจ่าย และมีไลฟ์สไตล์ที่หรูหรามากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวกรุงนิยมการชมภาพยนตร์ ชมพิพิธภัณฑ์ หรือ ชมคอนเสิร์ต มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต ทั้งยังออกไปท่องเที่ยว และครอบครองนาฬิกาหรูราคากว่า 1,000 เหรียญสหรัฐมากกว่าถึงเท่าตัว และยังเดินทางเพื่อทำธุรกิจโดยเครื่องบินมากกว่าถึง 3 เท่า
ผลการสำรวจของไมโครซอฟท์ฯ เพื่อช่วยให้นักโฆษณาในประเทศไทย เข้าใจพฤติกรรมออนไลน์มากขึ้นในครั้งนี้ จัดทำโดยซินโนเวต แพ็กซ์ (Synovate Pax) ใน 10 เมืองในภูมิภาคนี้ ที่รวมไปถึง สิงคโปร์ กรุงโซล กรุงไทเป และฮ่องกง โดยได้สำรวจความคิดเห็นของผู้มีอายุระหว่าง 25 – 64 ปี เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต และไลฟ์สไตล์ของพวกเขา สำหรับในกรุงเทพมหานคร มีผู้ตอบแบบสำรวจความคิดเห็นจำนวน 1,700 คน ที่ผู้มีรายได้สูงในที่นี้ คือ ผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 40,000 บาทขึ้นไป หรือ ผู้ที่มีรายได้รวมในครอบครัวมากกว่า 70,000 บาทขึ้นไป
นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ไมโครซอฟท์ แอดเวอร์ไทซิ่ง กล่าวว่า ผลการสำรวจในกลุ่มผู้มีรายได้สูงพบว่า ผู้ที่ชื่นชอบการออนไลน์จะมีไลฟ์สไตล์ที่หรูหรามากกว่า และจะใช้จ่ายมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต เหตุผลที่เป็นไปได้น่าจะมาจากการที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ง่ายกว่า โดยทำให้พวกเขาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า และตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายกว่าเช่นกัน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ทำงาน ที่บ้าน หรือ อยู่ระหว่างทางและใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
ผจก.ประจำประเทศไทย ไมโครซอฟท์ แอดเวอร์ไทซิ่ง กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำรวจที่น่าสนใจประการหนึ่ง ที่ขัดกับความเชื่อเดิมพบว่า ผู้ที่ใช้เวลาในโลกอินเทอร์เน็ตมีการใช้ชีวิตที่ตื่นตัว และชอบการออกสังคมเช่นกัน โดย พวกเขาสนใจการอ่านหนังสือ และชมกีฬาฟุตบอลถึง 57% ขณะที่มีผู้ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 46% เท่านั้น ที่สนใจกิจกรรมดังกล่าว
นางกมลภัทร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 11% ยังเป็นสมาชิกของฟิตเนสต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นสมาชิกเพียง 7% เท่านั้น ทั้งนี้เมื่อถามเกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ยังพบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 39% ใช้จ่ายไปกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ มากกว่าผู้ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต 27% อีกด้วย
ทั้งหมดนี้ เป็นรายงานการสำรวจที่ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จากการขยายตัวของสังคมออนไลน์ และสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มมีความเข้มแข็ง ก่อให้เกิดรูปแบบการใช้ชีวิต และพฤติกรรมที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาท และมีส่วนในการตัดสินใจมากขึ้น รวมถึงมีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายของคนเมือง หลายฝ่ายมองว่าความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต มีผลชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นตัวชี้ให้เห็นถึงสังคมเมืองที่มีความฟุ้งเฟ้อ และยังมีส่วนเพิ่มการใช้จ่ายไปกับเครื่องดื่มมึนเมาด้วย
หลายๆ ภาคส่วนในสังคมคงต้องมาช่วยกัน ประคับประคองสังคมไทย ให้ฝ่ากระแสการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไปให้ได้ เพราะเรื่องดๆ เช่น การกระตุ้นให้เกิดการใช้งานอีคอมเมิร์ซ หรือการเข้าดูข้อมูลก็ยังช่วยให้เกิดการจ้างงาน เกิดการจับจ่ายเศรษฐกิจมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ โดยต้องควบคุมคนในสังคมโดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ อย่าให้ตัวเองไหลไปกับโลกออนไลน์ มีชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ เห่อใช้ของนอก ยึดติดในวัตถุนิยม เพราะนอกจากต้องจ่ายเงินมากๆ แล้ว บางที่เงินเหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แต่ไหลออกนอกหมด แบบนี้ก็จะเข้าทางให้ฝรั่งมาดูดเงินคนไทยเสียเปล่า...
จุลดิส รัตนคำแปง
itdigest@thairath.co.th
บทความจาก :
ไทยรัฐ
วันที่ : 28 กรกฎาคม 2551
|