|
ITU เป็นทบวงการชำนาญพิเศษภายใต้สหประชาชาติ มีหน้าที่พัฒนาเครือข่ายข้อมูลและการสื่อสาร อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมการทำงานและการให้บริการทั้งภาครัฐและเอกชน ในด้านการพัฒนาเครือข่ายและการบริการโทรคมนาคมของโลก ITU ยังมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการด้านการจัดสรรการใช้คลื่นวิทยุความถี่ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการจัดสรรวงจรดาวเทียม และการทำงานในรูปแบบต่างๆ ที่ส่งเสริมการพัฒนาพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของโลก และก่อให้เกิดระบบการสื่อสารทันสมัยที่มีประสิทธิภาพในยุคปัจจุบัน
จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 ได้มีมติเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและ ITU ในการจัดงาน TELECOM ASIA 2008 และได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นผู้ลงนามความตกลงฯ ในนามรัฐบาลไทย โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานให้กับทางสหภาพฯ ในเรื่องต่างๆ เช่น การตรวจลงตราและการเข้าประเทศสำหรับผู้เข้าร่วมงาน การอำนวยควาสะดวกในการผ่านขั้นตอนศุลกากรและยกเว้นภาษีอากรการนำเข้าและส่งออกชั่วคราว ตลอดจนการรักษาความปลอดภัย และการจัดการด้านการขนส่งและที่พัก เป็นต้น
นายมั่น พัธโนทัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสานสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวถึง งาน ITU TELECOM ASIA 2008 ว่า เป็นสุดยอด งาน Trade Exhibition ด้านไอซีทีที่ย้ายฐานความเชื่อมั่นในการจัดงานจากตลาดแถบตะวันตกมายังภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ที่เป็นภูมิภาคที่มีอัตรการขยายตัวของตลาดไอซีทีสูงและรวดเร็ว อีกทั้งยังมีมูลค่าการลงทุนในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมสูงสุด และมีการพัฒนาความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ไม่หยุดนิ่ง อีกทั้งยังสร้างนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยงานดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพและความพร้อมทางธุรกิจเทคโนโลยีโทรคมนาคมของประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก และยังเป็นการประชุมเพื่อต่อยอดการวางแผน การกำหนดนโยบายด้านไอซีทีร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดไอซีทีในอนาคต
นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้สนับสนุนและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ITU TELECOM ASIA 2008 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 ก.ย. 51 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยสมเด็จพระเทพรัตราสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานเปิดงานในวันที่ 1 ก.ย. นี้ งานดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพงานที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ภายในงานจะเป็นการแสดงสุดยอดนวัตกรรมที่ล้ำสมัยของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับโลก
“ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการสื่อสารถือว่ามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งจะสามารถช่วยประหยัดเวลา พลังงาน ช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น และที่ผ่านมากระทรวงฯได้ดำเนินโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ในการพัฒนาการบริการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขยายบริการเลขหมายโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ตไร้สาย เคเบิลใต้น้ำ เป็นต้น คาดว่างานดังกล่าวจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน และใช้งบประมาณในการจัดงานประมาณ 300 ล้านบาท” ปลัดกระทรวงไอซีที กล่าว
นายสือ กล่าวต่อว่า การจัดงานดังกล่าวจะเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย ทั้งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทัดเทียมกับเวทีโลก อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการลงทุน การแข่งขัน การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมการผลิตสำหรับผู้ประกอบการทางด้านไอที ได้เห็นถึงนวัตกรรมความรู้ใหม่ๆที่มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และยังช่วยพัฒนาความรู้ด้านไอทีให้แก่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้เห็นถึงประโยชน์ความสำคัญที่จะนำไปพัฒนาประเทศไทย ถือว่าเป็นการตอบโจทย์นโยบายของกระทรวงไอซีที
ด้าน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) หรือ สสปน. กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดงานแสดงสินค้านานาชนิดแห่งหนึ่งของโลก ตรงกับกลยุทธ์ของ สสปน ที่จะผลักดันให้ กรุงเทพฯ เป็น Exhibition City of ASEAN ตลอดจนเป็นความร่วมมือกันครั้งสำคัญระหว่า กระทรวงไอซีที สสปน และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่จะช่วยกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทั้งด้านไอซีทีและไมซ์ และในปีนี้ไทยยังได้รับการจัดอันดับจาก UFI ให้เป็นอันดับ 1 ในอาเซียนของการจัดงานแสดงสินค้า และจำนวนพื้นที่ขายงานต่อปี โดยอุตสาหกรรมแสดงสินค้าไทยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 10-15% โดยปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนงานแสดงสินค้าที่จัดในไทยประมาณ 300 งาน เป็นงานแสดงสินค้านานาชาติ จำนวน 138 งาน
ปธ.กก.สสปน. กล่าวต่อว่า สำหรับประโยชน์ 5 ประการ ที่ไทยจะได้จากการจัดงานดังกล่าว คือ 1.การจัดงานดังกล่าวเกิดรายได้โดยตรงเข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท จากผู้เข้าร่วมการประชุมและจัดแสดงนิทรรศการ 2.มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาจัดแสดงให้ชาวไทยได้ศึกษา 3.เป็นโอกาสที่ชาวไทยได้แสดงความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของตน 4.ทำให้เกิดการเจรจาการค้ากับผู้สนใจจากทั่วโลก และ 5. การที่ ITU เลือกจัดงานในประเทศไทยนั้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความมั่นคงของประเทศไปยังสังคมโลก
ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวด้วยว่า การจัดงาน ITU TELECOM ASIA 2008 จะมีผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม ไอซีที ผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงบุคคลระดับรัฐมนตรีและนักการเมืองของประเทศต่างๆ ในอุตสาหรรมไอทีเข้าร่วมงาน โดยภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่ตลาดโทรคมนาคมเติบโตมากที่สุดในโลก และมีอัตราการขยายตัวเร็วที่สุด จะเห็นได้จากข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ ประเทศเกาหลีมีผู้ใช้บริการบรอดแบรนด์มากกว่า 30% ในปี 2007 ในขณะที่ฮ่องกงมีผู้ใช้สูงถึง 26%
ดร.อุน จู คิม หัวหน้าสำนักงาน ITU ประจำภูมิภาคเอเชีย และแปซิฟิค กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของงาน TELECOM ASIA 2008 ว่า มี 3 ประการ คือ 1.งานแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใหญ่ และเป็นการนำเสนอนวัตกรรมล่าสุดที่ผู้จัดแสดงมั่นใจได้ว่าผู้เข้าชมจะเกิดการสานต่อโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ 2.โอกาสในการสร้างเครือข่ายจากผู้ร่วมเข้าชมงานที่มาจากทั่วทุกภูมิภาคทั่วโลกและสมาชิกของ ITU ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของทั้งภาครัฐ ทั้งรัฐมนตรี ผู้กำกับนโยบาย และผู้บริหารองค์กรเอกชนระดับประธานบริษัทหลายแห่ง ที่จะมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน 3. งานเทเลคอม ที่จะสร้างกระแสผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐและกลยุทธทางธุรกิจ ได้แก่ 3.1 การจัดงานแสดง One UN Pavilion ที่จะเป็นงานเทเลคอมงานแรกภายใต้แนวคิด Delivering One UN Initative 3.2 การจัดสัมมนาเชิงวิชาการที่มีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นตัวแทนบริษัทผู้ให้บริการเชื่อต่อบรอดแบรนด์การผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อนำเสนอรูปแบบของการให้บริการครบวงจร และการรักษาความปลอดภัยในการใช้บริการอินเทอร์เน็ต 3.3 การสัมมนากลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 3.4 การสัมมนาพัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคม 3.5 เวทีสัมมนาเยาวชน
การจัดงานดังกล่าวจะจัดขึ้นบนเนื้อที่ 4 หมื่นตารางเมตร แบ่งเป็นส่วนของผู้ประกอบการในไทย1.2 หมื่นตารางเมตร โดยอิมแพ็คเป็นผู้ขายพื้นที่เอง และอีก 2.8 หมื่นตารางเมตร เป็นของผู้ประกอบการนานาชาติโดย ITU เป็นผู้ขายพื้นที่ และงานดังกล่าวหากบริษัทเอกชน จะเข้าชมต้องเสียค่าเข้าชมงานคนละ 800 บาท และประชาชนทั่วไปจะเสียค่าเข้าชมงานคนละ 200 บาท โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมงานได้ในวันที่ 5 ก.ย.วันเดียวเท่านั้น
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ไม่มีความสำคัญ ดังนั้นการจัดงานดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างมาก อีกทั้งประเทศไทยยังมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นศูนย์รวมทางด้านเทคโนโลยีของโลกอีกแห่งหนึ่ง หวังว่าการจัดงานในครั้งนี้จะนำรายได้ ชื่อเสียง และความก้าวหน้ามาสู่ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในเวทีโลกต่อไป
อรนุช ศรีมหาโพธิ์ทอง
itdigest@thairath.co.th
บทความจาก :
ไทยรัฐ
วันที่ : 29 สิงหาคม 2551
|