ทิปคอม แก้ปัญหาคอม ซ่อมคอม จำหน่ายหมึกพิมพ์เลเซอร์ BROTHER  CANON  EPSON  HP  KYOCYRA  LEXMARK  OKI  PANASONIC  RICOH  SAMSUNG  XEROX ราคาถูก
หน้าแรก ทิปคอมพิวเตอร์ บทเรียนออนไลน์ ดาวน์โหลดฟรีแวร์ จาวาสคริปต์ ข่าวไอที บทความไอที เว็บไดเร็คทอรี่ เว็บบอร์ด หมึกเติมราคาถูก


เมนูหลัก
การแก้ปัญหาคอมพิวเตอร ์
การบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์
เทคนิคการปรับแต่ง Win 98 และ Me
ครบเครื่องเรื่องโอเวอร์คล๊อค
การใช้โปรแกรมต่าง ๆ
ความรู้เรื่อง ADSL และการ Config
ทดสอบความรู้คอมพิวเตอร์ออนไลน์
ศัพท์คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต
รวมของฟรีในอินเตอร์เน็ต
โปรโมทเว็บไซค์ให้ดังฟรี ๆ
แนะนำร้านซ่อมคอมพิวเตอร์
แนะนำสถานที่เรียนคอมราคาถูก
หาเพื่อนใหม่, หากิ๊ก MSN
ตลาดซื้อ-ขายสินค้าบีคอม
สมัครงาน,ลงประกาศรับสมัครงาน
ลงประกาศโฆษณาประชาสัมพันธ์ฟรี
ไอทีเพื่อชีวิต
รู้ลึกรู้จริง Google AdSense
ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต
ขายส่งหมึกเติม ราคาถูกสุด ร้านค้าสำเร็จรูป ขายสินค้าออนไลน์
 
Ink Thailand
หมึกพิมพ์เลเซอร์
หมึกพิมพ์เลเซอร์.com
ตลับหมึกเลเซอร์
HG9 Hair Growth Shampoo
HG9 Hair Growth Serum
 
ตั้งบีคอมไว้หน้าแรก ตั้งบีคอมไว้เป็นหน้าแรก
แนะนำติชมบีคอม



  บทความไอที
ค้นหาเว็บไซค์
จำหน่ายหมึกพิมพ์ราคาถูก จัดส่งทั่วประเทศ
ผู้ให้บริการ e-Payment ประสานเสียง เตรียมรับกฎหมายควบคุม

ขณะนี้การดำเนินชีวิตของคนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น เพราะผู้ให้บริการแต่ละรายพยายามที่จะหาสิ่งอำนวยความสะดวกมาให้ผู้บริโภคได้ใช้บริการ จากเดิมที่การจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าบัตรเครดิต จะต้องไปในที่ๆรับชำระ หรือตัวแทนรับชำระว รวมถึงการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน ที่แต่เดิมต้องทำผ่านธนาคารเท่านั้น แต่ขณะที่วันนี้ สามารถทำได้โดยผ่านโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การอำนวยความสะดวกที่มีมากขึ้นจะพ่วงท้ายมาด้วยอันตรายที่แอบแฝงอยู่ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ต้องร่วมกันออกพระราชกำหนดเพื่อควบคุมเรื่องดังกล่าวขึ้น

นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ในฐานะรองประธานคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ตั้งแต่วันพุธที่ 14 ม.ค. 52 ที่ผ่านมาพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 ได้มีผลบังคับใช้ หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย.51 และจะพ้นกำหนด 120 วัน นับจากการประกาศในวันดังกล่าว โดยในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ได้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้จนถึงวันที่ 13 พ.ค. 52 แต่ถ้าประสงค์จะทำธุรกิจ e-Payment ต่อไป ผู้ให้บริการจะต้องยื่นแบบแจ้งให้ทราบ ขอขึ้นทะเบียน หรือขอรับใบอนุญาตแล้วแต่กรณี ให้แล้วเสร็จภายในวันที่12 ก.พ. -16 มี.ค.52 สำหรับผู้ให้บริการเดิม และในวันที่ 14 ม.ค.-13 พ.ค.สำหรับผู้ให้บริการใหม่ หากพ้นจากวันที่ 13 พ.ค. จะไม่สามารถให้บริการต่อไปได้อีก

“หลังจากประกาศพระราชกฤษฎีกาในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้จัดประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการควบคุมดูแลธุรกิจแก่ผู้ให้บริการทั้งที่เป็นสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงิน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา โดยผู้ให้บริการส่วนใหญ่ให้ความสนใจว่าธุรกิจบริการของตนจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้หรือไม่ ลักษณะใด” ปลัดกระทรวงไอซีที กล่าว

นายสือ กล่าวต่อว่า ธุรกิจ e-Payment  ที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีทั้งหมด 8 ประเภท ได้แก่ 1.การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) มีจำนวน 25-30 ราย เช่น ไทยสมาร์ทการ์ด ทรูมันนี่ 2.บริการเครือข่ายบัตรเครดิต ไม่มีผู้ให้บริการที่เข้าข่ายเนื่องจากมิได้จดทะเบียนในประเทศไทย 3.บริการเครือข่ายอีดีซี ปัจจุบันยังไม่มีการให้บริการ แต่คาดว่าในอนาคตจะมีการให้บริการในรูปแบบดังกล่าว 4.บริการสวิตช์ชิ่งในการชำระเงิน มีจำนวน 3 ราย เช่น ITMX ศูนย์ประมวลผล PCC 5.บริการหักบัญชี มีจำนวน 4 ราย อาทิ TSD ศูนย์ประมวลผล PCC 6.บริการชำระดุล มีจำนวน 3 ราย เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย 7.การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือผ่านเครือข่าย มีจำนวน 52 ราย เช่น ธนาคารพาณิชย์ของไทย สาขาธนาคารพาณิชย์จากต่างประเทศ ผู้ให้บริการที่มิใช่สถาบันการเงิน และ 8.บริการรับชำระเงินแทน มีจำนวน 8 ราย เช่น บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด AIS Pay station, Jaymart Pay point

ปลัดกระทรวงไอซีที กล่าวอีกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดทำบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ โดยพิจารณาจากความเหมาะสมในการป้องกันความเสียหายตามระดับความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิดจากการประกอบธุรกิจเอาไว้ 3 บัญชี เพื่อให้ผู้ให้บริการได้ทราบว่าธุรกิจของตนจะต้องดำเนินการในลักษณะใด โดยบัญชี ก เป็นธุรกิจที่ต้องแจ้งให้ทราบ ได้แก่ การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่ใช้ซื้อบริการจากผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ยกเว้นการให้บริการที่ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคโดยมิได้แสวงหาผลกำไร เช่น บัตรแลกซื้ออาหารในศูนย์อาหาร บัญชี ข เป็นธุรกิจบริการที่ต้องขอขึ้นทะเบียน ได้แก่ บริการเครือข่ายบัตรเครดิต บริการเครือข่ายอีดีซี บริการสวิตช์ชิ่งในการชำระเงินระบบใดระบบหนึ่ง และการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่ใช้ซื้อบริการเฉพาะอย่างตามรายการที่กำหนดไว้ล่วงหน้าจากผู้ให้บริการหลายราย ณ สถานที่ที่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและการให้บริการรายเดียวกัน เช่น บัตรเติมน้ำมันของบริษัทน้ำมัน และบัญชี ค เป็นบัญชีที่ต้องขอรับใบอนุญาต ได้แก่ บริการสวิตช์ชิ่งในการชำระเงินหลายระบบ บริการหักบัญชีบริการชำระดุล บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือผ่านเครือข่าย บริการรับชำระเงินแทน และการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่ใช้ซื้อบริการเฉพาะอย่างตามรายการที่กำหนดไว้ล่วงหน้าจากผู้ให้บริการหลายราย โดยไม่จำกัดสถานที่และไม่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและการให้บริการเดียวกัน เช่น บัตรเงินสดของเซเว่น อีเลฟเว่น

“คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงไอซีที และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่างประกาศที่ออกตามความในพระราชกฤษฎีกาฯ อีก 4 ฉบับ เพื่อรองรับกับการประกาศและบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ ตลอดจนใช้ควบคุมดูแลธุรกิจบริการ e-Payment คือ ร่างประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ร่างประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามบัญชี ก ที่ไม่ต้องแจ้งให้ทราบก่อนให้บริการ ร่างประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และร่างประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง นโยบายและมาตรการการรักษาความปลอดภัยทางระบบสารสนเทศในการประกอบธุรกิจของผู้ให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์” นายสือ กล่าว

ปลัดกระทรวงไอซีที กล่าวด้วยว่า ร่างประกาศทั้ง 4 ฉบับได้ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะอนุกรรมการกำกับดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ ในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แล้ว รวมทั้งผ่านการจัดประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและประชาชนทั่วไป ตลอดจนการพิจารณารูปแบบและถ้อยคำจากฝ่ายกฎหมายและคดีของธนาคารแห่งประเทศไทย และได้เสนอให้คณะอนุกรรมการโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายเพื่อพิจารณา จากนั้นนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และรับทราบ ก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ต่อไป

ด้านนายปิยชาติ รัตน์ประสาทพร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด กล่าวถึงความพร้อมของทรูมันนี่ต่อ พ.ร.ก.ดังกล่าวว่า ทรูมันนี่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว แต่เป็นประกาศของคณะปฏิวัติอันเก่า ที่เรียกว่า ป.ว.58 ธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายออกมาเป็นพ.ร.ก.รับเงินอิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ ทรูฯก็ยังอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.อยู่ แต่อาจจะต้องมีการเขียนขยายความเพิ่มเติม ในเรื่องของการให้บริการใหม่ๆ ที่พ.ร.ก.ฉบับใหม่ครอบคลุมมากกว่าเดิมที่คุมแค่เรื่องของการใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ฉบับใหม่จะมีเรื่องของการรับชำระเงิน เรื่องของเพย์เมนต์เกตเวย์ และบริการต่างๆที่เพิ่มขึ้น ตนจึงต้องเข้าไปเขียนบริการใหม่ ที่ทรูฯได้ทำอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยเขียนเป็น พ.ร.ก. ออกมา

ผจก.ทั่วไป บ.ทรูมันนี่ฯ กล่าวต่อว่า การที่มี พ.ร.ก.ออกมา ทำให้ทรูฯเกิดความสบายใจมากขึ้น เนื่องจากทรูฯเตรียมที่จะยื่นพร็อบเพอร์เซิลขอพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามผลที่ตามมาหลังออก พ.ร.ก. ทั้งส่วนของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ตนเชื่อว่าพ.ร.ก.ดังกล่าวจะทำให้เกิดความพอใจมากขึ้น เพียงแต่หน่วยงานทางราชการอย่างธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะต้องอกมาให้ความความรู้แก่ลูกค้ามากขึ้น ว่า บริการไหนอยู่ภายใต้พ.ร.ก.ฉบับใหม่บ้าง และเชื่อว่าการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์น่าจะมีความปลอดภัยมากกว่าระบบที่ไม่มีการรับรอง

“ตรงนี้อาจจะทำให้บริษัทโนเนมทั้งหลาย ที่ทำธุรกรรมด้วยตัวเอง ทั้งที่ตั้งใจจะหลอกลวงประชาชนและไม่ได้หลอก ไม่กล้าที่จะทำถึงจะทำก็ไม่มีคนใช้บริการ ถือว่าจะช่วยกระตุ้นในมีความชัดเจนอย่างแน่นอน ผมว่าตอนนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ทำอยู่หลายอย่าง” นายปิยชาติ กล่าว

ส่วนนายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท กรรมการผู้จัดการ บริษัทแอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด เล่าถึงการบังคับใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวว่า เดิมมีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับเดิมที่ดูแลเรื่องการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แต่ยังไม่มีความละเอียด อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่าเทคโนโลยีขณะนี้มีการพัฒนาไปมาก จึงต้องหาวิธีในการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้โดนเอาเปรียบ จึงได้เขียนระเบียบข้อบังคับฉบับใหม่ขึ้น โดยเน้นในเรื่องความปลอดภัย เรื่องรูปแบบการให้บริการ เพื่อผู้บริโภค โดยการเขียนระเบียบดังกล่าวดูจากวิวัฒนาการของเทคโนโลยีเป็นหลัก

กรรมการผู้จัดการ บ.แอดวานซ์ เอ็มเปย์ฯ เล่าต่อว่า เอ็มเปย์ได้ติดตามการเขียนระเบียบดังกล่าวมาตลอด เอ็มเปย์รู้ตั้งแต่การร่างฯ เนื่องจากทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการขอเก็บข้อมูลกับจากเอ็มเปย์ ดังนั้นเอ็มเปย์จึงมีความพร้อมต่อ การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว และตนมองว่า พ.ร.ก.ฉบับใหม่นี้มีความครอบคลุมมากกว่าฉบับเดิมที่เคยมี อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับใหม่มีข้อดี คือ ผู้ประกอบการทุกรายต้องอยู่ภายในการกำกับดูแล หากผู้ประกอบการรายใดทำไม่ถูกต้องก็จะอยู่ไม่ได้ โดยในส่วนของเอไอเอสเองได้เตรียมความพร้อมในด้านดังกล่าวแล้วเหลือเพียงรอเวลาที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้ไปจดทะเบียน

การออกกฎหมายดังกล่าวเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคที่เป็นคนใช้บริการ เพราะผู้บริโภคจะได้มีความมั่นใจในการใช้งาน อีกทั้งยังไม่ต้องมานั่งคิดวิตกกังวลกับผู้ที่จะแอบแฝงมากับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่อย่างไรก็ตามการออกพ.ร.ก.ดังกล่าวก็ยังไม่ได้ยืนยัน 100% ว่าจะไม่มีผู้ไม่หวังดีแอบแฝงตัวมาในธุรกิจด้านนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมีอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นตัวผู้บริโภคเองก็ต้องระมัดระวังในการทำธุรกรรมผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์เองด้วย


อรนุช ศรีมหาโพธิ์
itdigest@thairath.co.th



บทความจาก : ไทยรัฐ
วันที่ : 19 มกราคม 2552

หมึกเติมราคาถูก คอมมือสองราคาถูก แต่งงาน
สนับสนุนบีคอมง่าย ๆ เพียงอุดหนุนหมึกติมที่ www.thaiinktank.com

เช็คราคาหมึกเติม หมึกเติมราคาถูกสุด
หมึกเลเซอร์
หมึกเลเซอร์
รวมหมึกเลเซอร์
คอมมือสองราคาถูก
ถ่ายรูปแต่งงาน
ซ่อมคอมบางบัวทอง
เครื่องกรองน้ำ
หมึกเติม brother
พรมปูพื้นรถยนต์
ชุดตกแต่งรถยนต์
ร้านจำหน่ายหมึกพิมพ์
แอร์ มิตซูบิชิ
กล้องวงจรปิด
หมึกเลเซอร์ OKI
หมึกเลเซอร์ HP
หมึกเลเซอร์ Ricoh
หมึกเลเซอร์ Canon
หมึกเลเซอร์ Brother
หมึกเลเซอร์ Epson
หมึกเลเซอร์ Samsung
หมึกเลเซอร์ Kyocera
หมึกเลเซอร์ Lexmark
หมึกเลเซอร์ Xerox
หมึกเลเซอร์ Panasonic
ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม

ติดต่อโฆษณา
083 9954666